หมูแคระ หมูจิ๋ว กับข้อมูลที่อยากเล่า ตอน 1

หมูแคระ หมูจิ๋ว กับข้อมูลที่อยากเล่า ตอน 1

หมูแคระ หมูจิ๋ว กับข้อมูลที่อยากเล่า

สิ่งที่ดีที่สุดก่อนที่จะทำการเลี้ยงตัวอะไรก็ตาม นั่นคือค้นหาความรู้ข้องมูลเกี่ยวกับสัตว์ชนิดนั้นก่อน

สัตว์เลี้ยงของดงประดู่ฟาร์มตัวใหม่ล่าสุดและเห่อสุดๆ จนต้องขอลัดคิวมาเล่าด้วยความเห่อกันก่อน ก็คือ หมูจิ๋วเวียดนามนั่นเอง

ความแตกต่างระหว่างหมูจิ๋วเวียดนาม(Vietnamese Pot Belly)กับหมูจิ๋วทีคัพ(Micro Pig)

สิ่งที่ดีที่สุดก่อนที่จะทำการเลี้ยงตัวอะไรก็ตาม นั่นคือค้นหาความรู้ข้องมูลเกี่ยวกับสัตว์ชนิดนั้นก่อน ซึ่งสมัยนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร เข้าอินเตอร์เนทค้นหาด้วยเซิร์จเอนจิ้นดีๆอย่างกูเกิ้ล(Google) ก็สามารถหาอ่านความรู้ต่างๆในโลกนี้ได้สารพัดไปหมด ข้อมูลที่ดีและน่าเชื่อถือได้ก็มีมากมายในวิกิพีเดีย(wikipedia)นั่นเอง แม้ว่าผู้เขียนจะภาษาอังกฤษไม่แตกฉานมากมายนักแต่ก็ขออนุญาตแปลและสรุปเรียบเรียงมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อทำความรู้จักกับสัตว์เลี้ยงชนิดนี้สักเล็กน้อย แต่จะขอสรุปเพื่อให้บทความไม่ยาวเกินไป ท่านใดสนใจอยากอ่านฉบับเต็มก็เข้าไปหาอ่านในวิกิพีเดียได้เลย

ประวัติความเป็นมาของหมูจิ๋วจากวิกิพีเดีย

ในปี ค.ศ.1960 (พ.ศ.2503) หมูพันธุ์ที่มีขนาดโตเต็มวัยราวๆ 60 กก. (ขนาดประมาณหมูกระโดนหรือหมูกี้ตัวดำๆน้อยๆบ้านเรานั่นแล) หมูเหล่านี้ถูกส่งไปเพื่อใช้ทดลองยาและทดสอบการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ ด้วยเหตุผลที่ว่าเจ้าพวกนี้ตัวเล็กกว่าหมูฟาร์มที่พัฒนาไว้ขุนขายเนื้อเพราะหมูขุนเมื่อโตเต็มที่จะหนักหลายร้อยกิโลกรัม ซึ่งไม่สะดวกกับการเป็นสัตว์ทดลอง หมูพ๊อตเบลลี่(Potbellied pigs)จากเวียดนามก็เป็นหมูอีกชนิดที่ถูกนำไปใช้ในการทดลอง และด้วยขนาดและสีสันที่ดึงดูดใจ หมูพันธุ์พ๊อตเบลลี่จึงถูกซื้อไปเลี้ยงเพื่อเป็นสัตว์เลี้ยงชนิดใหม่

จากนั้นความนิยมในการเลี้ยงหมูพ๊อตเบลลี่พุ่งขึ้นสูงมากในปี ค.ศ.1980 (พ.ศ.2523) เรียกว่าเลี้ยงกันไปทั่ว ตั้งแต่อพาร์ทเมนท์ในนิวยอร์คไปจนถึงฟาร์มเล็กๆที่มีไว้พักผ่อนในวันหยุด อย่างไรก็ตามผู้ที่เลี้ยงหมูเหล่านี้เป็นสัตว์เลี้ยงในบ้านหรืออพาร์ทเม้นท์ในเมืองยังมีความรู้สึกว่าหมูที่มีขนาดเฉลี่ยราวๆ 60 กก. นั้นยังโตเกินไปที่จะเลี้ยงในบ้านหรืออพาร์ทเม้นท์

ในปี ค.ศ.1990-2000 (พ.ศ.2533-2543) ความต้องการของตลาดหมูสัตว์เลี้ยงเริ่มต้องการหมูที่เล็กกว่าหมูพ๊อตเบลลี่เดิม เพื่อให้เหมาะกับการเลี้ยงในบ้านและอพาร์มเม้นท์ ขณะเดียวกันก็มีคนขายหมูที่บอกว่าตัวเล็กมากกว่าเดิม แต่ถูกกลุ่มพิทักษ์สัตว์ต่างๆและนักปรับปรุงพันธุ์หมูต่อต้านหมูที่ไม่ได้เล็กจิ๋วจริงๆอย่างที่กล่าวอ้าง(อาจจะถูกงดอาหารจนแคระแกรน)

Picture

ค้นหาภาพทีคัพในเมืองนอก เวลาโฆษณาส่วนใหญ่จะเห็นแต่ภาพลูกหมู

          กลางปี ค.ศ.1980 (พ.ศ.2523) นายKeith Connell จากสวนสัตว์ในออนตาริโอ ได้สั่งนำเข้าหมูพ๊อตเบลลี่ 20 ตัวเข้าไปยังแคนาดา ซึ่งถือได้ว่าเป็นต้นตระกูลหมูพ๊อตเบลลี่แถบในอเมริกาเหนือเลยทีเดียว โดยข้อบังคับทางกฏหมายแล้วเฉพาะลูกหมูที่เพาะออกมาถึงจะถูกนำเข้าไปขายในอเมริกาได้ ทีแรกตั้งเป้าหมายไว้เพื่อขายสวนสัตว์แต่กลับกลายเป็นที่นิยมอย่างมากในตลาดสัตว์เลี้ยง และมียอดนำเข้าเพิ่มตลอด10ปี มีแม้กระทั่งการจดทะเบียนพันธุ์ประวัติ(Pedigrees)กันด้วย

ในสหราชอาณาจักรอังกฤษ ปี ค.ศ. 1992 (พ.ศ.2535) Chris Murray จากเมืองเดวอน(Devon) ใช้เวลาถึง 9ปีเต็มในฟาร์มเพนีเวลล์ (Pennywell Farm) เพื่อพัฒนาหมูพ๊อตเบลลี่เวียดนามกับหมูจากนิวซีแลนด์และหมูอื่นๆที่มีลวดลายและจุดอีกหลายสายพันธุ์ จนได้หมูขนาดเล็กที่มีลวดลายน่ารักและเหมาะที่จะเลี้ยงไว้ภายในบ้าน (เลี้ยงข้างในบ้านเลยนะครับ เพราะว่าเมืองนอกอากาศหนาว) หลังจากนั้นก็พัฒนามาอีก24รุ่นของหมูจนได้หมูที่เรียกว่า “Teacup” และเปิดตัวจำหน่ายในปี ค.ศ.2007 (พ.ศ.2550) ด้วยความน่ารักและความฉลาดของหมูเหล่านี้สนนราคาของหมูจิ๋วทีคัพแต่ละตัวมากกว่า 1000 us$ (มากกว่าสามหมื่นบาท) และราคานี้ยังไม่รวมค่าขนส่งค่าดำเนินการต่างๆด้วยซ้ำไป แต่อย่างไรก็ตามหมูจิ๋วรุ่นทีคัพเล็กพิเศษนี้แม้จะมีการจดใบพันธุ์ประวัติแต่ก็อาจจะมีตัวที่หลุดกลับมาเป็นหมูโต350ปอนด์(160กก.)ได้ (ผู้เขียนคิดว่า น่าจะเป็นเพราะต้นตระกูลหมูนอกที่คุณคริสนำมาผสมเพื่อเอาสีสันและลายจุดเมื่อตอนเริ่มต้นนั้นเป็นหมูขนาดใหญ่นั่นเอง)

Picture

แต่ถ้าเจ้าหมูจิ๋วทีคัพเลี้ยงๆไปแล้วหลุดไซส์แบบนี้หล่ะ ???

          เจ้าหมูจิ๋วทีคัพมีความนิยมเลี้ยงอย่างมากในปี ค.ศ. 2009 (พ.ศ.2552) ก็เพราะดาราดังอย่าง ปารีส ฮิลตัน Paris Hilton ได้ซื้อมาเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงของเธอนั่นเอง เจ้าหมูจิ๋วเหล่านี้เป็นสัตว์ที่ฉลาดและสามารถฝึกให้อยู่ร่วมกับเราในบ้านได้ มันเป็นสัตว์ที่รักษาความสะอาดให้กับตัวเองได้ดีและมีที่กินที่นอนรวมถึงการฝึกให้ขับถ่ายเป็นที่เป็นทาง แต่สิ่งที่จะต้องพิจารณาให้ดีก็คือเจ้าหมูจิ๋วทีคัพรุ่นเล็กพิเศษแสนจะน่ารักเหล่านี้ แม้จะเรียกว่ารุ่นทีคัพแต่ก็ไม่มีใครยืนยันได้ว่ามันจะไม่โตมาเป็นหมูขนาดใหญ่(หลุดไซส์) สิ่งที่พอจะช่วยได้ก็คือขอดูตัวพ่อแม่ปู่ย่าตายายกันได้ก็จะดีที่สุด แต่บางทีก็อาจจะหลุดมาโตกว่าพ่อแม่ได้เช่นกันถ้าพ่อแม่เป็นหมูที่แคระแกรนจากการจับอดอาหารให้เพื่อให้ตัวเล็ก

สรุปกันก่อนจะสับสนระหว่าง หมูจิ๋วMiniature Pig และ หมูจิ๋วทีคัพเล็กพิเศษ Micro Pig(Teacup) คือคนละตัวกัน เจ้าเล็กพิเศษทีคัพนี่ตัวเล็กมากกว่า มีลวดลายสีสันและเป็นจุดๆได้มากกว่า คือมีลายหลากหลาย แต่แม้ว่าลูกหมูทีคัพเกิดใหม่จะตัวเล็กนิดเดียวก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่ตัวใหญ่ เพราะบางตัวอาจจะหลุดไซส์โตขึ้นเรื่อยๆเป็นร้อยกิโลกรัมเลยทีเดียว ส่วนหมูจิ๋วพ๊อตเบลลี่เวียดนามนั้น เป็นหมูพันธุ์พื้นเมืองแท้ๆ น้ำหนักประมาณ70-150ปอนด์ (30-60 กก.) สูง 15นิ้ว และยาว 3ฟุต และมีลำตัวขาวลายด่างดำเทาที่หัวและหลังเหมือนๆกัน ที่ฝรั่งเรียกเป็นหมูจิ๋ว(Miniature)นั้นก็เพราะเนื่องจากหมูทั่วไปในเมืองนอกเมื่อโตเต็มวัยหนักถึง 600-1500ปอนด์ (270-680 กก.) แต่เจ้าหมูพ๊อตเบลลี่เวียดนามนี้โตแค่ 60 กก. จึงถูกมองว่าเล็ก และถูกนำไปเป็นต้นทางพัฒนาพันธุ์ให้เล็กลงไปอีกจนกลายเป็นหมูทีคัพอีกที

Picture

หมูจิ๋วพ๊อตเบลลี่เวียดนาม

หาความรู้แล้วก็พร้อมที่จะหามาเลี้ยง

เมื่อรู้ข้อมูลบ้างแล้วก็เริ่มหามาเลี้ยงกันเลย สำหรับบ้านเราเป็นการยากที่จะหาหมูจิ๋วทีคัพรุ่นเล็กพิเศษมาเลี้ยง เพราะสนนราคาที่สูงลิบลิ่วนั่นเอง ขายที่หน้าฟาร์มเมืองนอกก็ 3-4 หมื่นไปแล้ว เมื่อรวมค่าดำเนินการค่าขนส่งและบวกกำไรค่าเหนื่อยคนนำเข้า มาถึงมือเราคงเกินแสนแถมยังไม่สามารถรับประกันได้อีกว่ามันจะเล็กจริงไม่หลุดไซส์ แถมยังไม่รู้ว่ามาแล้วจะโดนเอาลูกผสมมาหลอกขายหรือเปล่า(ขนาดพ๊อตเบลลี่เวียดนามยังโดนหลอกเอาลูกผสมกับหมูบ้านหมูป่าหรือหมูจินหัวมาหลอกขายกันเลย)

ทำไงหล่ะทีนี้ จ่ายแพงยังไม่น่ากลัวเท่ากับได้ของไม่แท้ ถ้าเจ้าหมูทีคัพมันยุ่งยากในการหามาเลี้ยงมากนัก ก็มาหาของง่ายขึ้นหน่อยดีกว่าแม้จะตัวโตกว่าสักหน่อยก็เถอะ ใช่แล้วหมูพ๊อตเบลลี่เวียดนามนั่นแหละ ในเมืองไทยดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่ายกว่าในการหาหมูพันธุ์นี้มาเลี้ยง เนื่องจากประเทศเราอยู่ไม่ห่างจากเวียดนามเท่าไรนัก และมีหมูพ๊อตเบลลี่ได้ถูกนำเข้ามาโดยความชื่นชอบของคนกลุ่มเล็กๆมานานแล้ว บ้างก็นำเข้ามาผ่านทางจีน จะมาทางไหนก็แล้วแต่ ในเมืองไทยพอหาได้ไม่ยากเกินไปก็แล้วกัน

Picture

หมูจิ๋วพ๊อตเบลลี่เวียดนามพันธุ์แท้ ลายจะเหมือนกันทุกตัว

ข้อควรระวังเมื่อจะซื้อ

สิ่งที่คนเลี้ยงวัวเพื่อพัฒนาพันธุ์อย่างเรากลัวที่สุดในการจะเลี้ยงอะไรสักอย่าง ก็คือ กลัวไม่ได้พันธุ์แท้ หมูพ๊อตเบลลี่เวียดนามที่ขายในเมืองไทยไม่มีเพดดีกรีไม่มีสมาคมรองรับ ดังนั้น ในการเลือกต้องพึ่งสายตาตนเองเท่านั้น หมูพันธุ์แท้ชนิดนี้มีลวดลายทีเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง เปรียบเทียบง่ายๆเฉกเช่น วัวขาวลำพูนที่มีสีขาวปลอดตลอดขนตายันกีบและพู่หาง หรือแพะบอร์ที่มีสีขาวหัวน้ำตาลแดง เรียกว่ามีเอกลักษณ์ทางสายพันธุ์ และยิ่งถ้าได้เห็นพ่อแม่กับตาตัวเองด้วยแล้ว ความน่าเชื่อถือย่อมมีสูงขึ้น

ยังมีต่อนะครับ

Comments are closed.