หมูแคระ หมูจิ๋ว กับข้อมูลที่อยากเล่า

สิ่งที่ดีที่สุดก่อนที่จะทำการเลี้ยงตัวอะไรก็ตาม นั่นคือค้นหาความรู้ข้องมูลเกี่ยวกับสัตว์ชนิดนั้นก่อน 

สัตว์เลี้ยงของดงประดู่ฟาร์มตัวใหม่ล่าสุดและเห่อสุดๆ จนต้องขอลัดคิวมาเล่าด้วยความเห่อกันก่อน ก็คือ หมูจิ๋วเวียดนามนั่นเอง

ความแตกต่างระหว่างหมูจิ๋วเวียดนาม(Vietnamese Pot Belly)กับหมูจิ๋วทีคัพ(Micro Pig)

          สิ่งที่ดีที่สุดก่อนที่จะทำการเลี้ยงตัวอะไรก็ตาม นั่นคือค้นหาความรู้ข้องมูลเกี่ยวกับสัตว์ชนิดนั้นก่อน ซึ่งสมัยนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร เข้าอินเตอร์เนทค้นหาด้วยเซิร์จเอนจิ้นดีๆอย่างกูเกิ้ล(Google) ก็สามารถหาอ่านความรู้ต่างๆในโลกนี้ได้สารพัดไปหมด ข้อมูลที่ดีและน่าเชื่อถือได้ก็มีมากมายในวิกิพีเดีย(wikipedia)นั่นเอง แม้ว่าผู้เขียนจะภาษาอังกฤษไม่แตกฉานมากมายนักแต่ก็ขออนุญาตแปลและสรุปเรียบเรียงมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อทำความรู้จักกับสัตว์เลี้ยงชนิดนี้สักเล็กน้อย แต่จะขอสรุปเพื่อให้บทความไม่ยาวเกินไป ท่านใดสนใจอยากอ่านฉบับเต็มก็เข้าไปหาอ่านในวิกิพีเดียได้เลย

ประวัติความเป็นมาของหมูจิ๋วจากวิกิพีเดีย

          ในปี ค.ศ.1960 (พ.ศ.2503) หมูพันธุ์ที่มีขนาดโตเต็มวัยราวๆ 60 กก. (ขนาดประมาณหมูกระโดนหรือหมูกี้ตัวดำๆน้อยๆบ้านเรานั่นแล) หมูเหล่านี้ถูกส่งไปเพื่อใช้ทดลองยาและทดสอบการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ ด้วยเหตุผลที่ว่าเจ้าพวกนี้ตัวเล็กกว่าหมูฟาร์มที่พัฒนาไว้ขุนขายเนื้อเพราะหมูขุนเมื่อโตเต็มที่จะหนักหลายร้อยกิโลกรัม ซึ่งไม่สะดวกกับการเป็นสัตว์ทดลอง หมูพ๊อตเบลลี่(Potbellied pigs)จากเวียดนามก็เป็นหมูอีกชนิดที่ถูกนำไปใช้ในการทดลอง และด้วยขนาดและสีสันที่ดึงดูดใจ หมูพันธุ์พ๊อตเบลลี่จึงถูกซื้อไปเลี้ยงเพื่อเป็นสัตว์เลี้ยงชนิดใหม่

          จากนั้นความนิยมในการเลี้ยงหมูพ๊อตเบลลี่พุ่งขึ้นสูงมากในปี ค.ศ.1980 (พ.ศ.2523) เรียกว่าเลี้ยงกันไปทั่ว ตั้งแต่อพาร์ทเมนท์ในนิวยอร์คไปจนถึงฟาร์มเล็กๆที่มีไว้พักผ่อนในวันหยุด อย่างไรก็ตามผู้ที่เลี้ยงหมูเหล่านี้เป็นสัตว์เลี้ยงในบ้านหรืออพาร์ทเม้นท์ในเมืองยังมีความรู้สึกว่าหมูที่มีขนาดเฉลี่ยราวๆ 60 กก. นั้นยังโตเกินไปที่จะเลี้ยงในบ้านหรืออพาร์ทเม้นท์

          ในปี ค.ศ.1990-2000 (พ.ศ.2533-2543) ความต้องการของตลาดหมูสัตว์เลี้ยงเริ่มต้องการหมูที่เล็กกว่าหมูพ๊อตเบลลี่เดิม เพื่อให้เหมาะกับการเลี้ยงในบ้านและอพาร์มเม้นท์ ขณะเดียวกันก็มีคนขายหมูที่บอกว่าตัวเล็กมากกว่าเดิม แต่ถูกกลุ่มพิทักษ์สัตว์ต่างๆและนักปรับปรุงพันธุ์หมูต่อต้านหมูที่ไม่ได้เล็กจิ๋วจริงๆอย่างที่กล่าวอ้าง(อาจจะถูกงดอาหารจนแคระแกรน)

Teacup pigs 01.jpgTeacup pigs 02.jpgTeacup pigs 03.jpg

ค้นหาภาพทีคัพในเมืองนอก เวลาโฆษณาส่วนใหญ่จะเห็นแต่ภาพลูกหมู

          กลางปี ค.ศ.1980 (พ.ศ.2523) นายKeith Connell จากสวนสัตว์ในออนตาริโอ ได้สั่งนำเข้าหมูพ๊อตเบลลี่ 20 ตัวเข้าไปยังแคนาดา ซึ่งถือได้ว่าเป็นต้นตระกูลหมูพ๊อตเบลลี่แถบในอเมริกาเหนือเลยทีเดียว โดยข้อบังคับทางกฏหมายแล้วเฉพาะลูกหมูที่เพาะออกมาถึงจะถูกนำเข้าไปขายในอเมริกาได้ ทีแรกตั้งเป้าหมายไว้เพื่อขายสวนสัตว์แต่กลับกลายเป็นที่นิยมอย่างมากในตลาดสัตว์เลี้ยง และมียอดนำเข้าเพิ่มตลอด10ปี มีแม้กระทั่งการจดทะเบียนพันธุ์ประวัติ(Pedigrees)กันด้วย

          ในสหราชอาณาจักรอังกฤษ ปี ค.ศ. 1992 (พ.ศ.2535) Chris Murray จากเมืองเดวอน(Devon) ใช้เวลาถึง 9ปีเต็มในฟาร์มเพนีเวลล์ (Pennywell Farm) เพื่อพัฒนาหมูพ๊อตเบลลี่เวียดนามกับหมูจากนิวซีแลนด์และหมูอื่นๆที่มีลวดลายและจุดอีกหลายสายพันธุ์ จนได้หมูขนาดเล็กที่มีลวดลายน่ารักและเหมาะที่จะเลี้ยงไว้ภายในบ้าน (เลี้ยงข้างในบ้านเลยนะครับ เพราะว่าเมืองนอกอากาศหนาว) หลังจากนั้นก็พัฒนามาอีก24รุ่นของหมูจนได้หมูที่เรียกว่า “Teacup” และเปิดตัวจำหน่ายในปี ค.ศ.2007 (พ.ศ.2550) ด้วยความน่ารักและความฉลาดของหมูเหล่านี้สนนราคาของหมูจิ๋วทีคัพแต่ละตัวมากกว่า 1000 us$ (มากกว่าสามหมื่นบาท) และราคานี้ยังไม่รวมค่าขนส่งค่าดำเนินการต่างๆด้วยซ้ำไป แต่อย่างไรก็ตามหมูจิ๋วรุ่นทีคัพเล็กพิเศษนี้แม้จะมีการจดใบพันธุ์ประวัติแต่ก็อาจจะมีตัวที่หลุดกลับมาเป็นหมูโต350ปอนด์(160กก.)ได้ (ผู้เขียนคิดว่า น่าจะเป็นเพราะต้นตระกูลหมูนอกที่คุณคริสนำมาผสมเพื่อเอาสีสันและลายจุดเมื่อตอนเริ่มต้นนั้นเป็นหมูขนาดใหญ่นั่นเอง)

Oversize 01.jpgOversize 02.jpgOversize 03.jpg

แต่ถ้าเจ้าหมูจิ๋วทีคัพเลี้ยงๆไปแล้วหลุดไซส์แบบนี้หล่ะ ???

          เจ้าหมูจิ๋วทีคัพมีความนิยมเลี้ยงอย่างมากในปี ค.ศ. 2009 (พ.ศ.2552) ก็เพราะดาราดังอย่าง ปารีส ฮิลตัน Paris Hilton ได้ซื้อมาเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงของเธอนั่นเอง เจ้าหมูจิ๋วเหล่านี้เป็นสัตว์ที่ฉลาดและสามารถฝึกให้อยู่ร่วมกับเราในบ้านได้ มันเป็นสัตว์ที่รักษาความสะอาดให้กับตัวเองได้ดีและมีที่กินที่นอนรวมถึงการฝึกให้ขับถ่ายเป็นที่เป็นทาง แต่สิ่งที่จะต้องพิจารณาให้ดีก็คือเจ้าหมูจิ๋วทีคัพรุ่นเล็กพิเศษแสนจะน่ารักเหล่านี้ แม้จะเรียกว่ารุ่นทีคัพแต่ก็ไม่มีใครยืนยันได้ว่ามันจะไม่โตมาเป็นหมูขนาดใหญ่(หลุดไซส์) สิ่งที่พอจะช่วยได้ก็คือขอดูตัวพ่อแม่ปู่ย่าตายายกันได้ก็จะดีที่สุด แต่บางทีก็อาจจะหลุดมาโตกว่าพ่อแม่ได้เช่นกันถ้าพ่อแม่เป็นหมูที่แคระแกรนจากการจับอดอาหารให้เพื่อให้ตัวเล็ก

 

          สรุปกันก่อนจะสับสนระหว่าง หมูจิ๋วMiniature Pig และ หมูจิ๋วทีคัพเล็กพิเศษ Micro Pig(Teacup) คือคนละตัวกัน เจ้าเล็กพิเศษทีคัพนี่ตัวเล็กมากกว่า มีลวดลายสีสันและเป็นจุดๆได้มากกว่า คือมีลายหลากหลาย แต่แม้ว่าลูกหมูทีคัพเกิดใหม่จะตัวเล็กนิดเดียวก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่ตัวใหญ่ เพราะบางตัวอาจจะหลุดไซส์โตขึ้นเรื่อยๆเป็นร้อยกิโลกรัมเลยทีเดียว ส่วนหมูจิ๋วพ๊อตเบลลี่เวียดนามนั้น เป็นหมูพันธุ์พื้นเมืองแท้ๆ น้ำหนักประมาณ70-150ปอนด์ (30-60 กก.) สูง 15นิ้ว และยาว 3ฟุต และมีลำตัวขาวลายด่างดำเทาที่หัวและหลังเหมือนๆกัน ที่ฝรั่งเรียกเป็นหมูจิ๋ว(Miniature)นั้นก็เพราะเนื่องจากหมูทั่วไปในเมืองนอกเมื่อโตเต็มวัยหนักถึง 600-1500ปอนด์ (270-680 กก.) แต่เจ้าหมูพ๊อตเบลลี่เวียดนามนี้โตแค่ 60 กก. จึงถูกมองว่าเล็ก และถูกนำไปเป็นต้นทางพัฒนาพันธุ์ให้เล็กลงไปอีกจนกลายเป็นหมูทีคัพอีกที

VN Pot Belly Pig 01.JPG

หมูจิ๋วพ๊อตเบลลี่เวียดนาม

หาความรู้แล้วก็พร้อมที่จะหามาเลี้ยง

          เมื่อรู้ข้อมูลบ้างแล้วก็เริ่มหามาเลี้ยงกันเลย สำหรับบ้านเราเป็นการยากที่จะหาหมูจิ๋วทีคัพรุ่นเล็กพิเศษมาเลี้ยง เพราะสนนราคาที่สูงลิบลิ่วนั่นเอง ขายที่หน้าฟาร์มเมืองนอกก็ 3-4 หมื่นไปแล้ว เมื่อรวมค่าดำเนินการค่าขนส่งและบวกกำไรค่าเหนื่อยคนนำเข้า มาถึงมือเราคงเกินแสนแถมยังไม่สามารถรับประกันได้อีกว่ามันจะเล็กจริงไม่หลุดไซส์ แถมยังไม่รู้ว่ามาแล้วจะโดนเอาลูกผสมมาหลอกขายหรือเปล่า(ขนาดพ๊อตเบลลี่เวียดนามยังโดนหลอกเอาลูกผสมกับหมูบ้านหมูป่าหรือหมูจินหัวมาหลอกขายกันเลย)

          ทำไงหล่ะทีนี้ จ่ายแพงยังไม่น่ากลัวเท่ากับได้ของไม่แท้ ถ้าเจ้าหมูทีคัพมันยุ่งยากในการหามาเลี้ยงมากนัก ก็มาหาของง่ายขึ้นหน่อยดีกว่าแม้จะตัวโตกว่าสักหน่อยก็เถอะ ใช่แล้วหมูพ๊อตเบลลี่เวียดนามนั่นแหละ ในเมืองไทยดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่ายกว่าในการหาหมูพันธุ์นี้มาเลี้ยง เนื่องจากประเทศเราอยู่ไม่ห่างจากเวียดนามเท่าไรนัก และมีหมูพ๊อตเบลลี่ได้ถูกนำเข้ามาโดยความชื่นชอบของคนกลุ่มเล็กๆมานานแล้ว บ้างก็นำเข้ามาผ่านทางจีน จะมาทางไหนก็แล้วแต่ ในเมืองไทยพอหาได้ไม่ยากเกินไปก็แล้วกัน

Vietnamese Pot Belly Pig 03.jpg

หมูจิ๋วพ๊อตเบลลี่เวียดนามพันธุ์แท้ ลายจะเหมือนกันทุกตัว 

ข้อควรระวังเมื่อจะซื้อ

          สิ่งที่คนเลี้ยงวัวเพื่อพัฒนาพันธุ์อย่างเรากลัวที่สุดในการจะเลี้ยงอะไรสักอย่าง ก็คือ กลัวไม่ได้พันธุ์แท้ หมูพ๊อตเบลลี่เวียดนามที่ขายในเมืองไทยไม่มีเพดดีกรีไม่มีสมาคมรองรับ ดังนั้น ในการเลือกต้องพึ่งสายตาตนเองเท่านั้น หมูพันธุ์แท้ชนิดนี้มีลวดลายทีเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง เปรียบเทียบง่ายๆเฉกเช่น วัวขาวลำพูนที่มีสีขาวปลอดตลอดขนตายันกีบและพู่หาง หรือแพะบอร์ที่มีสีขาวหัวน้ำตาลแดง เรียกว่ามีเอกลักษณ์ทางสายพันธุ์ และยิ่งถ้าได้เห็นพ่อแม่กับตาตัวเองด้วยแล้ว ความน่าเชื่อถือย่อมมีสูงขึ้น

ยังมีต่อนะครับ

V Pot Belly 05.jpg

ภาค 2 มาแล้ว อู๊ด อู๊ด ...

          เมื่อทำความรู้จักกับคำว่าหมูจิ๋วแล้ว ก่อนจะเล่าต่อในฉบับนี้เรามาทบทวนกันถึงความแตกต่างกันอีกครั้ง ระหว่างหมูจิ๋ว Miniature หมูพันธุ์แท้ขนาดเล็ก กับหมูจิ๋ว Micro/Teacup ที่เป็นหมูขนาดเล็กพิเศษตัวกระจิ๊ดริด มาดูว่าเจ้าหมูจิ๋วทั้งสองชนิดนี้แตกต่างกันอย่างไร

          หมูจิ๋ว Miniature หมูพันธุ์แท้ขนาดเล็ก เช่นหมู พ๊อตเบลลี่เวียดนาม หมูกระโดน หมูกี้ ที่โตเต็มที่มีน้ำหนักตัวราว 60 กก. เป็นหมูพันธุ์แท้ที่สายเลือดนิ่งมาเนิ่นนานแล้ว สีสันและขนาดจะมาตราฐานตรงตามสายพันธ์ คือมีสีนั้นๆและขนาดตัวโตเต็มที่ก็ขนาดมาตราฐานนั้นทุกตัว และยังทนทานต่อสภาพแวดล้อมและภูมิอากาศ จึงไม่ค่อยเจ็บป่วย กินอยู่ก็ง่าย ทั้งนี้ก็เพราะเป็นหมูพันธุ์พื้นเมืองดั้งเดิมนั่นเอง และพอจะหาพันธุ์แท้ในประเทศไทยได้ง่าย

          หมูจิ๋ว Micro/Teacup เป็นหมูที่ถูกพัฒนาขึ้นมาในประเทศอังกฤษเมื่อราว 10ปีนี้เอง และเริ่มเปิดตัวจำหน่ายเมื่อปี พ.ศ. 2550 (ราว 5-6 ปีมานี้เอง) เป็นหมูที่ตัวเล็กจิ๋วสีสันลวดลายหลากหลาย โดยพัฒนาพันธุ์จากพวกหมูจิ๋ว Miniature ผสมกันหลายสายพันธุ์รวมถึงหมูใหญ่ๆที่มีลายด้วย ด้วยความที่เป็นหมูลูกผสมที่สายพันธุ์ยังไม่นิ่ง จึงมีโอกาสที่จะหลุดไซส์ไปตัวใหญ่ๆได้

หาซื้อหมูจิ๋วในเมืองไทย

          จากข้อมูลที่เราค้นหากันมา ทำให้เรามองผ่านหมูจิ๋วแบบMicro/Teacupไป เนื่องจากหาซื้อในเมืองไทยไม่ได้ ถ้านำเข้าก็อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าคงไม่ต่ำกว่าแสน แถมยังไม่มีโอกาสได้เห็นตัวพ่อแม่แล้วใครจะรับประกันว่ามันจะไม่กลายเป็นหมูขนาด 200 กก. อีกทั้งปัญหาสัตว์นำเข้าที่เราเจอกันอยู่ประจำก็คือการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมเมืองไทย คือเมื่อย้ายมาอยู่เมืองไทยแล้วอาจจะไม่ทน เช่นเดียวกับอัลปาก้า ม้าแคระ หรือแกะ สัตว์เมืองหนาวที่นำเข้ามาแล้วอาจเกิดการสูญเสีย ถ้าผู้นำเข้าไม่รับผิดชอบเราก็เสียเงินหลักแสนเต็มๆ ดังนั้นถ้าจะสั่งซื้อต้องหาผู้นำเข้าที่มีประสบการณ์และตกลงความรับผิดชอบกันให้ดีเสียก่อนด้วย เอาเป็นว่าสำหรับหมูจิ๋วทีคัพเล็กพิเศษของนอกนั้นเราขอผ่าน ไม่สั่งซื้อ

          สรุปแล้วดงประดู่ฟาร์มเลือกที่จะเลี้ยงหมูจิ๋วMiniature ชนิด หมูพ๊อตเบลลี่เวียดนาม ที่มีการนำเข้ามาเมืองไทยหลายปีแล้ว(ประมาณ4-5ปีได้) สมัยแรกๆที่นำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้านเท่าที่จำได้สนนราคาตัวละ 30000บาท แต่เมื่อเวลาผ่านไปหมูเป็นสัตว์ที่ขยายพันธุ์ได้เร็วและมาจากประเทศข้างเคียงไม่ต้องปรับตัวมากนักจึงมีจำนวนมากขึ้น ราคาก็ลงมาพอให้จับต้องได้ในราคาพันธุ์แท้ตัวละหมื่นกว่าบาท ยิ่งเมื่อได้เห็นตัวจริงยิ่งน่ารัก ลักษณะสีสันมาร์คกิ้งลายเหมือนกันทุกตัว เมื่อโดนใจแบบนี้ก็เหมายกฝูงเข้าดงประดู่กันเลย

          หลังจากเพื่อนฝูงรู้ข่าวว่ารับเจ้าหมูจิ๋วเวียดนามเข้ามาเลี้ยงที่ฟาร์มก็มีเพื่อนที่หวังดีส่งข่าวมาบอกว่าบางที่ขายแค่หกเจ็ดพันเองนะพี่ แต่หลังจากเราตรวจสอบดูก็พบว่าเป็นหมูลูกผสม คือเอาหมูพ๊อตเบลลี่เวียดนามไปผสมกับหมูฟาร์ม(ตัวสีชมพูขนาดใหญ่ๆ)หมูป่าหรือหมูจินหัว คงเพื่อทำจำนวนออกมาขาย แต่หมูเหล่านี้ก็มีโอกาสโตกว่า หลุดไซส์ หลุดสี ค่อนข้างมาก ดังนั้นเราจึงสบายใจได้ว่าของที่เราได้มาเป็นพันธุ์แท้แม้ราคาจะไม่ถูกเหมือนหมูลูกผสม แม้ว่าหมูจิ๋วพ๊อตเบลลี่เวียดนามในบ้านเราจะไม่มีใบเพดดีกรีเหมือนกับวัวหรือสุนัข แต่ที่มีอยู่ก็เชื่อได้ว่าเป็นพันธุ์แท้เพราะพ่อแม่ลูกมีลายเดียวกันเป๊ะทุกตัว และมีขนาดตัวไม่หลุดไซส์มาตราฐานสายพันธุ์ 1.5ฟุต คือสูงโดยประมาณไม่เกินหัวเข่าของเรา

V Pot Belly 04.JPG

กำไรความสุขทันทีที่รับเข้าฟาร์ม

          ถ้าใครชอบเลี้ยงสัตว์ บอกได้เลยว่าถ้าได้ลองเลี้ยงหมูจิ๋วพ๊อตเบลลี่เวียดนามแล้วจะติดใจในความน่ารัก ตั้งแต่รับเข้ามาเลี้ยงที่ดงประดู่ฟาร์มทุกครั้งที่เจอหน้ากันก็สร้างรอยยิ้มให้เสมอ ดงประดู่ฟาร์มมีเนื้อที่ราวๆ50ไร่ มีทั้งป่า แปลงหญ้า สวนผลไม้ และมีรั้วรอบขอบชิด หลังจากคุ้นหน้ากันไม่เกินสัปดาห์เราก็ปล่อยให้หมูฝูงนี้เดินเล่นอย่างอิสระในฟาร์ม หมูฝูงนี้สามารถเดินไปทั่วฟาร์มเพื่อหาอะไรกินไปเรื่อยๆเช่นมะม่วงสุกที่ร่วงหรือหญ้าจักรพรรดิ์ มุมที่เขาชอบก็จะมานอนรอหน้าบ้านและสนาม (แรกๆก็ดันประตูเข้ามาหาในตัวบ้านเลย แต่ดุให้ไปนอนรอหน้าประตูเขาก็รู้เรื่องและทำตามที่สั่ง นี่เป็นจุดแรกที่เราเริ่มคิดว่าเจ้าพวกนี้ไอคิวฉลาดไม่เบาเลย) และที่นอนตอนกลางคืนก็จะไปนอนรวมกันอยู่ที่หน้าคอกวัว อีกจุดที่ชอบก็คือลงไปนอนแช่น้ำในบ่อ อาหารการกินหลักๆก็จะเป็นหญ้าจักรพรรดิ์ที่ตัดมาให้วัวนั่นแหละ บางครั้งก็แบ่งอาหารเม็ดลูกวัวให้บ้างนิดหน่อย เลี้ยงง่ายไม่ต้องไปห่วงกังวลอะไรเลย

          หลังจากที่คุ้นหน้ากันเมื่อเจ้าพวกนี้แวะมาหาที่สนามหน้าบ้าน(ผู้เขียนจะอยู่ในช่วงวันหยุด) สิ่งที่เจ้าพวกนี้ชอบที่สุดก็คือนอนให้เกาพุงหรือไม่ก็ให้ฉีดน้ำให้แก้ร้อน และทุกครั้งหลังจากดูแลวัวจนเสร็จภาระกิจช่วงเย็นค่ำก็จะเป็นเวลาที่เจอหน้ากันหน้าคอกก่อนที่เจ้าพวกนี้จะเข้านอน เรียกว่าเสร็จงานวัวแล้วก็เอาฟางอัดก้อนมานั่นหน้าคอกวัวแล้วก็มีเจ้าหมูฝูงนี้มานอนเรียงรายรอบตัวให้เกาพุงให้ก่อนนอนเสมอ เป็นความสุขในฟาร์มอีกอย่างที่เรียกว่าคุ้มค่าทางจิตใจอย่างมากทีเดียว

V Pot Belly 01.JPGV Pot Belly 02.JPGV Pot Belly 03.JPG

          อีกอย่างที่เราค้นพบเมื่อเลี้ยงเจ้าหมูจิ๋วพ๊อตเบลลี่เวียดนามก็คือการขับถ่ายเป็นที่เป็นทาง เรียกได้ว่าถ่ายที่ไหนก็ที่นั่นประจำ จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าในเวบเมืองนอกเขาเลี้ยงกันในคอนโด อพาร์ทเม้นท์ หรือในบ้าน แล้วให้ขับถ่ายในถาดที่จัดไว้ให้แบบเดียวกับแมวหรือสุนัข ทำให้สะดวกในการดูแลและหมดปัญหากังวลใจเรื่องที่เลี้ยงในบ้านแล้วจะทำเลอะเทอะหรือไม่

เริ่มหัดออกงานแบบเดียวกับลูกแกะ

          จากความคิดที่ว่าเจ้าหมูพวกนี้มีสมองที่ฉลาดพอตัว ถัดมาเราเริ่มเรียกชื่อให้มาหา ก็เห็นได้ชัดว่าสื่อสารกันได้รู้เรื่องดีทีเดียว แบบนี้เราไม่พลาดแน่นอนอยู่แล้วในการฝึกเพื่อเอามาออกงานแบบลูกแกะป้อนนม คิดแล้วก็รีบทำทันทีด้วยการเริ่มหัดเรียกให้มากินอาหารที่มือ และจากนั้นก็เริ่มหัดให้ดูดนมขวดแบบลูกแกะ (ทักษะเหล่านี้ เราฝึกลูกแกะมามากกว่า10ปี ใครจะลองทำตามให้ระวังด้วยเพราะมีโอกาสสูญเสียจากอาการท้องอืดและท้องเสียได้สูง) ในที่สุดหมูฝูงนี้ก็พร้อมในระดับที่พอจะออกงานได้

Pet Expo pig 04.JPGPet Expo pig 05.JPGPet Expo pig 06.JPG

          ทำไมถึงคิดอยากฝึกหมูไปออกงาน? เรื่องนี้มีคำตอบชัดเจนมากก็คือ เราทำลูกแกะป้อนนมเพื่อการท่องเที่ยวมามากกว่า10ปีแล้ว พบว่าคนไทยเบื่อง่ายและสักวันหนึ่งกิจกรรมป้อนนมลูกแกะก็จะถึงทางตัน เพื่อหาความแปลกใหม่ให้กับลูกค้าที่เบื่อลูกแกะ ดงประดู่ฟาร์มจึงมองหาสิ่งใหม่ๆเสมอ ที่จริงเรามุ่งเป้าไปที่วัวจิ๋วดงประดู่ วัวตัวน้อยๆที่เราพัฒนาขึ้นมาเป็นสัตว์เลี้ยงน่ารักและฝึกไว้ไปออกงานต่างๆ แต่หลังจากซื้อหมูจิ๋วเลี้ยงเล่นและพบว่ามันฉลาดจึงไม่ลังเลจะทำสิ่งที่เราถนัด ก็คือฝึกเจ้าพวกนี้ให้เชื่องและดูดขวดนมเพื่อนำไปออกงานร่วมกับแกะ อีกทั้งตอนนี้มีละครหลายเรื่องที่เกี่ยวกับหมู มีลูกหมูมาเข้าฉากบ่อยๆ(แต่เป็นลูกหมูฟาร์มพันธุ์ที่โตแล้วขนาดใหญ่) ดังนั้นการนำหมูไปให้เด็กป้อนนมจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้แน่นอน

Pet Expo pig 01.JPGPet Expo pig 02.JPGPet Expo pig 03.jpg

          หมูจิ๋วเหล่านี้เมื่อมาสังกัดดงประดู่ฟาร์มในไม่นานก็ได้เริ่มออกงานพร้อมกับแกะและวัวจิ๋วดงประดู่ งานแรกเป็นงานพัทยาไลฟ์สต๊อกซึ่งเป็นการหยั่งเสียงตอบรับดูก่อนซึ่งก็เห็นลู่ทางชัดเจนขึ้น จะว่าไปก่อนหน้านี้ก็มีคนอื่นๆให้เช่าหมูจิ๋วออกงานแต่ก็เป็นเพียงแค่เอาลูกหมูมาใส่คอกให้ชมเท่านั้น แต่เมื่อมาอยู่กับดงประดู่ฟาร์ม หลังการฝึกหมูเหล่านี้มีมนุษย์สัมพันธ์ดีขึ้นและทำกิจกรรมร่วมกับเด็กๆได้มากขึ้น เช่น ป้อนนม ป้อนอาหาร เกาพุง ถ่ายรูปด้วย ทำให้มีเสียงตอบรับกลับมาอย่างดีมาก งานล่าสุดเป็นงานสัตว์เลี้ยง Pet Expo ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ก็ได้รับความสนใจมากเช่นกัน คาดว่าต่อไปนอกจากเจ้าหมูเหล่านี้จะทำให้เรามีความสุขแล้ว ยังจะทำให้คนอื่นๆมีความสุขทุกครั้งที่ได้ออกงานอีกด้วย

 

ข้อควรระวัง

          สำหรับบ้านเรายังมีหมูอีกชนิดที่คล้ายกันคือหมูจินหัว ลายอาจจะดูคล้าย ลูกหมูอาจจะดูตัวเล็กๆแต่หมูจินหัวตอนโตเต็มที่หนักเกินกว่า 100 กก. โดยเฉพาะหมูจินหัวที่ผสมกับหมูเหมยซานลายตามตัวจะเยอะกว่าหมูจินหัวและคล้ายหมูเวียดนามมากกว่า แถมลายของหมูลูกผสมเหล่านี้ก็ดูน่ารักดีเสียด้วย  แต่โตแล้วตัวใหญ่กว่ามากเพราะแค่หมูเหมยซานก็หนักเกือบ 200 กก.แล้ว  ดีที่สุดก็คือขอดูพ่อแม่หมูกันเลย ลองมาชมภาพหมูจินหัวกันครับ

Zhejiang Jinhua Male.jpgZhejiang Jinhua Female.jpg

 หมูจินหัวพ่อพันธุ์โตเต็มที่ 140 กก. หมูจินหัวแม่พันธุ์โตเต็มที่ 110 กก.

          นอกจากนี้ยังต้องระวังหมูจินหัวลูกผสมที่ผสมกับหมูพันธุ์อื่นๆที่ใหญ่กว่าด้วย เช่น เปียร์แตง แลนเรซ ลองติดตามลิ้งค์เข้าไปดูในเวบไซต์ของกรมปศุสัตว์นะครับ

www.moopakchong.org/wp-content/uploads/2012/03/%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7.pdf

www.dld.go.th/breeding/small/Page_jinhua.html 

jinhua 204.jpgjinhua 206.jpg

           โดยเฉพาะลิงค์ที่สองนี้จะมีภาพหมูลูกผสมอยู่ด้วย จากภาพจะเห็นว่าลูกผสมกับเหมยซานบางตัวลายคล้ายกับหมูเวียดนามมาก ส่วนลูกผสมกับอย่างอื่นๆก็ออกมาลวดลายน่ารักไม่ใช่น้อย เพียงแต่ขนาดตอนโตเต็มวัยเท่านั้นที่เป็นปัญหา ดังนั้นการขอดูพ่อแม่หมูจึงเป็นสิ่งที่สร้างความมั่นใจได้ดีที่สุด

DP Mini Pig 01.JPG

ผลผลิตหมูจิ๋วเวียดนามของดงประดู่ฟาร์มชุดล่าสุด 2ครอก ทั้งหมดลายเหมือนกันชัดเจน

DP Mini Pig 02.JPGDP Mini Pig 03.JPGDP Mini Pig 04.JPG

 สร้างความประทับใจให้กับลูกค้าโดยการฝึกให้เชื่อง ติดคน ติดขวดนม อุ้มได้ ตามสไตล์สัตว์เลี้ยงจากดงประดู่ฟาร์ม